นายเอกพงศ์  มุสิกะเจริญ
ไหมอีรี่ อนาคตผู้ประกอบการผ้าไทย    
เขียนโดย : นายเอกพงศ์  มุสิกะเจริญ
  • Currently 0/5 Stars.
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5

No votes have been cast!

  • ไหม
  • อีรี่
  • วันที่เพิ่ม : 13/9/2560   อ่าน : 13 ข้อคิดเห็น 2

เมื่อวานได้เข้าร่วมสัมมนาการพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการผ้าไหมของขอนแก่น โชคดีได้พูดคุยกับท่านอาจารย์ที่ทำไหมอีรี่ ท่าน รศ.ดร.ศิวิลัย สิริมังครารัตน์ ผู้บุกเบิกไหมอีรี่ ที่มีคุณสมบัติ 7F ได้แก่

1. Friendly Environmental Product หนอนไหมอีรี่เป็นหนอที่เลี้ยงง่าย แข็งแรง ไม่จำเป็นต้องใช้สารโรยตัว(ฟอร์มาลีนผง สารก่อมะเร็ง) จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
2. Fiber and Cosmetic เส้นไยไหมอีรี่มีลักษระคล้าย ฝ้ายแกมไหม ช่วยในเรื่องการระบายอากาศและอุณหภูมิ(Thermal Property) และรังไหมมีโปรตีนไฟโบรอินและเซริซิน  ที่ประกอบด้วยกรออะมิโน 18 ชนิด ช่วยในการรักษาสมดุล ความชุ่มชื้นของผิว และป้องกันยูวีได้สูงกว่าไหมหม่อน
3. Functional Machine 
4. Food and Healthy
5. Feed
6. Free of Waste, Circular Economy
7. Future Insect

อ่านกันต่อเองนะครับ..

ขอบคุณข้อมูลจาก รศ.ดร.ศิวิลัย สิริมังครารัตน์  กลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมป่าและแมลงสำคัญทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม มข. โทร 043009700 ต่อ 12311

ข้อคิดเห็น 1.

“ไหมอีรี่” งานวิจัย มข. เปิดตัวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผลงานของกลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมป่าฯ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำดักแด้และตัวหนอนไหมไปแสดงนิทรรศการ โชว์สาธิตปรุงอาหารหลายเมนู เป็นที่ฮือฮาของสื่อมวลชน และผู้ร่วมงานจากหลายประเทศในยุโรป เข้ากระแสการนำเอาแมลงกินได้ไปบริโภคเป็นอาหารในยุโรปที่กำลังได้รับความนิยม เป็นโอกาสในการเปิดตลาดแมลงกินได้ของประเทศไทยไปยังยุโรปและอเมริกาได้อย่างดียิ่ง

          รองศาสตราจารย์ ศิวิลัย สิริมังครารัตน์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมป่าและแมลงสำคัญทางเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับเชิญจาก The Zurich University of Applied Sciences (ZHAW), Waedenswil สหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ ไปเป็น Keynote Speaker ในหัวข้อ The eri silkworm – cultivation, products and market potential in Thailand และ Cultivation of medicinal fungi, Cordyceps spp. by using eri silkworm as cultured medium ในการประชุม Skyfood ครั้งที่ 2 และแสดงนิทรรศการ “Eri silkworm : A High Potential Edible Insect for Safety Food, Feed and Fiber” ในการประชุมนี้ ZHAW ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

          รองศาสตราจารย์ ศิวิลัย เปิดเผยว่า “การประชุมในครั้งนี้ The Zurich University of Applied Sciences (ZHAW), Waedenswil สหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ ได้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการบริโภคแมลงและการยอมรับแมลงกินได้เป็นอาหารปลอดภัยให้แพร่หลายในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยุโรป และทั่วโลก โดยการนำผลการประชุมไปจัดทำร่างกฎเกณฑ์รวมทั้งมาตรฐานการผลิต และการนำเข้าแมลงกินได้จากประเทศผู้ผลิตเช่น ประเทศไทย เป็นต้น ในส่วนไหมอีรี่ (eri silkworm, Samia ricini D.) ซึ่งเป็นแมลงที่เลี้ยงได้ด้วยการใช้พืชอาหารใบมันสำปะหลัง ใบละหุ่ง หรือใบพระเจ้าร้อยท่า สามารถนำไปทำอาหารได้อย่างดี และยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากดักแด้และตัวหนอนไหมอีรี่มีโปรตีนสูงและปลอดภัยต่อการบริโภค สามารถนำไปเป็นส่วนประกอบและนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ซึ่งกลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมป่าฯ ได้นำเสนอผลงานวิจัยมาเป็นลำดับนั้น กระแสการนำเอาแมลงกินได้ไปบริโภคเป็นอาหารในยุโรปกำลังได้รับความนิยม และเปิดโอกาสตลาดแมลงกินได้ของประเทศไทยไปยังยุโรปและอเมริกาได้อย่างดียิ่ง ไหมอีรี่จึงเป็นแมลงที่ได้รับการยอมรับที่มีศักยภาพสูงในการนำมาเป็นอาหาร”

          “ในการประชุม Skyfood นี้ได้มีการสาธิตการทำพิซซ่าดักแด้ไหมอีรี่สมุนไพรยุโรป ดักแด้ไหมอีรี่ทอดสไตล์สวิตเซอร์แลนด์ ปรากฏว่า ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากสื่อมวลชนในสวิตเซอร์แลนด์และผู้สนใจจากนานาประเทศในยุโรป และในเร็วๆนี้สวิตเซอร์แลนด์กำลังพิจารณาผ่านกฎเกณฑ์การนำเข้าแมลงกินได้ ก็จะเป็นโอกาสอย่างดียิ่งของประเทศไทย ในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ผลิตแมลงกินได้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจะเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเฉพาะไหมอีรี่ ผลจากการประชุม Skyfood ครั้งนี้ ทำให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการที่จะนำไปสู่การวิจัยร่วมในระหว่างนักวิจัยของ The Zurich University of Applied Sciences และกลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมป่าฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในอนาคตอันใกล้นี้” รองศาสตราจารย์ ศิวิลัย สิริมังครารัตน์ กล่าวในท้ายที่สุด

          ไหมอีรี่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย นำเข้ามาในประเทศไทยก่อนปี พ.ศ.2523 เป็นไหมป่าชนิดหนึ่งที่สามารถผลิตเส้นใยธรรมชาติได้โดยปราศจากการใช้สารเคมี นิยมเลี้ยงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะไหมอีรี่กินใบละหุ่งและใบมันสำปะหลังเป็นอาหาร นอกจากนี้ ไหมอีรี่ยังเพาะเลี้ยงได้ดีคล้ายกับการเพาะเลี้ยงไหมบ้าน แต่ง่ายและประหยัดแรงงานกว่ามาก และสามารถเพาะเลี้ยงได้ตลอดทั้งปี ทนโรคทนแมลงศัตรู นอกจากนี้ในกระบวนการเพาะเลี้ยงไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีโปรตีนสูง เนื่องจากปัญหาสภาวะโลกร้อน ทำให้ไหมอีรี่ประสบปัญหาในการติดโรคและตายเพราะความร้อน รศ.ดร.ศิวิลัย สิริมังครารัตน์ อาจารย์ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และทีมวิจัยจึงได้ร่วมกันพัฒนาวิจัยปรับปรุงเทคนิคในการเพาะเลี้ยงให้ได้ไหมอีรี่ที่สามารถทนร้อนมากได้ อีกทั้งได้พัฒนาเทคนิคให้ได้ขนาดของรังไหมที่ใหญ่ขึ้น เป็นไหมจัมโบ้ และนำองค์ความรู้ไปส่งเสริมชาวบ้านให้สามารถเลี้ยงได้ การแปรรูปที่ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์อันโดดเด่น คือ ดักแด้ไหมอีรี่ทอดกรอบกระเทียมพริกไทย การนำฝักไหมมาทำเครื่องสำอาง การทำปุ๋ย โดยเฉพาะเสื้อผ้าไหมอีรี่ที่มีความพิเศษแตกต่างจากผ้าไหมทั่วไป กล่าวคือ ผ้าไหมอีรี่มีลักษณะเนื้อผ้าคล้ายผ้าฝ้ายแต่มีความแวววาวคล้ายไหมบ้าน แต่เมื่อนำไปสวมใส่ในหน้าร้อนจะระบายอากาศได้ดี ขณะที่ในหน้าหนาวก็จะให้ความอบอุ่นได้อย่างดี 

ที่มา https://www.kku.ac.th/news/v.php?q=0010456&l=th

   [วันที่ : 13/9/2560]

ข้อคิดเห็น 2.

“ไหมอีรี่” เป็นไหมเส้นใยสั้น เรียก “ไหมปั่น” เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมสิ่งทอทั่วโลก ที่ผ่านมาประสบปัญหาในการขยายฐานการผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมในขั้นตอนคือ “การทำเส้นยืน” แต่ชุดโครงการวิจัย “การพัฒนาไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรม” ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวให้หมดไป อีกทั้งยังสร้างสรรค์นวัตกรรมผ้าไหมอีรี่ในเชิงอุตสาหกรรม ตั้งแต่กระบวนการปั่นเส้นใยไหมอีรี่ การย้อม การตกแต่งสำเร็จ และการทดสอบทอผ้าผืนในระดับโรงงาน โดยอาศัยกระบวนการผลิตไหมอีรี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วยโครงการนี้ ได้สร้างรายได้เพิ่มของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังและเลี้ยงไหมอีรี่ เกิดการสร้างงานและอาชีพสิ่งทอทั้งในเชิงหัตถกรรมและหัตถอุตสาหกรรมในระดับชุมชน เกิดการสร้างบุคลากร และผู้นำเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญด้านไหมอีรี่มากกว่า 18 รายทั่วประเทศ เกิดการสร้างความร่วมมือกับอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างน้อย 3 บริษัท ในการบริหารเครือข่ายเกษตรกรให้สามารถผลิตรังไหมอีรี่ที่มีคุณภาพป้อนโรงงาน และเกิดการพัฒนาวิชาการอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการจัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม”

ไหมอีรี่เป็นแมลงที่สร้างรัง ซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติที่นำมาใช้ประโยชน์ทำเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอต่างๆ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าได้ เป็นแมลงที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง ไหมอีรี่กินใบมันสำปะหลังและใบละหุ่งเป็นอาหาร ประเทศไทยเริ่มเลี้ยงไหมอีรี่ในปี 2517 โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อมา ศ.ดร.สุธรรม อารีกุล และ รศ.ดร.สมนึก วงษ์ทอง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำไหมอีรี่ไปเลี้ยงในโครงการวิจัยเกษตรที่สูง จังหวัดเชียงใหม่ แต่เลี้ยงไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากขาดพืชอาหารที่สมบูรณ์ตลอดปี และอากาศหนาวเย็นเกินไป แม้จะมีการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพเสริมแก่เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ก็ยังเลี้ยงกันไม่มาก ต่อมาเมื่อมันสำปะหลังมีบทบาทสำคัญต่อประเทศในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะไม่เพียงเป็นพืชอาหารสัตว์ แต่ยังเป็นพืชพลังงานทดแทนที่สำคัญ ทำให้มีการปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นในหลายจังหวัด โดยมีพื้นที่ปลูกรวม 7 ล้านไร่ พืชอาหารของไหมอีรี่จึงมีอยู่เหลือเฝือ เพราะการเลี้ยงไหมอีรี่ 20,000 ตัว ต้องใช้ใบมันสำปะหลัง 600-700 กิโลกรัม ซึ่งสามารถทยอยเก็บได้จากพื้นที่ปลูกเพียง ๒-๕ ไร่ ดังนั้นการเลี้ยงไหมอีรี่จึงมีศักยภาพสูงที่สามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมได้

เส้นใยไหมอีรี่เป็นเส้นใยสั้น (staple) ดึงเส้นใยออกจากรังด้วยการปั่นเรียกว่า ไหมปั่น (spun silk) ส่วนไหมหม่อนให้เส้นใยชนิดใยยาว (filament) ดึงเส้นใยออกจากรังด้วยการสาว ปัจจุบันไหมปั่นเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมสิ่งทอทั่วโลก และมีประเทศผู้ผลิตไหมปั่นเพียงไม่กี่ประเทศ การส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่จะช่วยให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตเส้นด้ายและสิ่งทอไหมปั่นป้อนตลาดโลกได้

สาระสำคัญ
สกว. สนับสนุนการจัดตั้งชุดโครงการ “การพัฒนาไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุดความรู้ด้านไหมอีรี่เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการวิจัยต่อยอดใช้ประโยชน์จากไหมอีรี่ พัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การปั่นเส้นและผลิตเส้นด้าย การย้อมสีและการถักทอ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่ การใช้ประโยชน์จากไข่ ตัวหนอน ดักแด้ รังไหม ของเหลือทิ้งจากการเลี้ยง รวมทั้งสกัดสารจากไหมอีรี่ เช่น เซอริซิน เลซิตินและโปรตีนไฮโดรไลเสท เพื่อใช้สร้างนวัตกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริมสุขภาพที่มีมูลค่าสูง

ชุดโครงการได้พัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่ จนเกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายผู้เลี้ยงไหมอีรี่ในจังหวัดต่างๆ ที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศ และพัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่เป็นหัตถอุตสาหกรรมในชุมชนได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงระบบการผลิตไหมอีรี่ในเครือข่ายให้ได้รังไหมอีรี่ที่มีคุณภาพ มีการจัดเกรดรังและกำหนดราคาซื้อขาย ประสานงานกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อรับซื้อรังเข้าสู่การผลิตสิ่งทอของบริษัทในราคาที่เป็นธรรมและที่สำคัญได้พัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สีเขียวจากไหมอีรี่ตามมาตรฐานสิ่งทอสากล โดยจัดทำระบบการผลิตไหมอีรี่ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้ใน 5 พื้นที่ คือ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย

ปัจจุบันมีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่เข้าร่วมโครงการ 35 เครือข่าย และจะเพิ่มมากขึ้นจากการส่งเสริมการเลี้ยงที่มีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีผู้เลี้ยงอิสระอีกจำนวนหนึ่ง โครงการฯ ได้ร่วมกับบริษัท สปัน ซิลด์ เวิลด์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานไหมปั่นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย จัดระบบการบริหารเครือข่ายผู้เลี้ยงไหมอีรี่ การผลิตไข่ การเก็บรวบรวมรัง จัดเกรดและจัดส่งรังเข้าโรงงาน การกำหนดราคารัง การพัฒนาสู่การผลิตที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม และสร้างการยอมรับไหมอีรี่เป็น ECO product

คุณค่าและประโยชน์ของผลผลิตการวิจัย

ต่อเกษตรกร: ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของประเทศมีอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น ช่วยให้สมาชิกในครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน แก้ปัญหาความยากจน และการละทิ้งบ้านเกิดไปทำงานในเมือง
องค์ความรู้: ผู้วิจัยสามารถสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับไหมอีรี่ ซึ่งมีน้อยมากในประเทศไทย ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเกิดการขยายผลการเลี้ยงได้ถึง ๒๓ จังหวัด
สนับสนุนอุตสาหกรรมสิ่งทอ: ภาคอุตสาหกรรมได้เส้นใยธรรมชาติชนิดใหม่ที่สามารถนำไปสร้างสรรค์งานสิ่งทอที่หลากหลาย เพื่อทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ผลลัพธ์ และผลกระทบที่เกิดจากโครงการวิจัย
เชิงเศรษฐกิจ เกิดเครือข่ายและกลุ่มผู้นำเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่ที่เข้มแข็งในชุมชนรวม ๓๕ กลุ่ม จำนวนมากกว่า ๒๕๐ ราย ในทุกภูมิภาคของประเทศไทยครอบคลุม ๒๓ จังหวัด ทำให้เกษตรกรเหล่านี้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายรังและดักแด้ รวมถึงการปั่นเส้นและขายเส้นด้ายไหมอีรี่ และการทอเป็นผืนผ้า ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดการสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนรูปแบบต่างๆ มากกว่า ๓๐ ผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์อาหารคนและอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ของที่ระลึกและของชำร่วยจากไหมอีรี่ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจในชุมชนดีขึ้นเพราะเกิดการหมุนเวียนของเงินตราในชุมชน รวมทั้งเกิดกิจกรรมและระบบธุรกิจที่สร้างรายได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้เพาะพันธุ์และผลิตอุปกรณ์เลี้ยงไหมอีรี่จำหน่าย ผู้เป็นวิทยากรฝึกอบรมการลอกกาวและย้อมสีธรรมชาติ ผู้รับจ้างเก็บใบพืชอาหารและรับจ้างตัดรัง เป็นต้น

เชิงพาณิชย์ สร้างโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมมีเส้นใยธรรมชาติชนิดใหม่นำเสนอในอุตสาหกรรมสิ่งทอ นำโดย ๓ บริษัท ได้แก่ บริษัท ไทยนำโชคเท็กซไทล์ จำกัด บริษัท สปัน ซิลค์ เวิลด์ จำกัด และบริษัทกรีนวิล เทรดดิ้ง จำกัด ทำให้ไหมอีรี่ของไทยเป็นที่รู้จักและได้มีการสั่งซื้อผ้าจากต่างประเทศทั้งประเทศทางแถบยุโรปและญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก นับเป็นการสร้างตลาดทางเลือกและตลาดเฉพาะ (Niche market) ของไหมอีรี่รองรับความต้องการของตลาดโลกได้เป็นอย่างดี และมีความเป็นไปได้สูงในการก้าวเป็นผู้นำระดับภูมิภาคอาเซียนในการผลิตสิ่งทอใหม่จากไหมอีรี่ในอนาคต

เชิงสาธารณะ หน่วยงานในท้องถิ่นหลายแห่งเห็นประโยชน์ที่ประชาชนในท้องถิ่นจะได้รับ จึงได้ให้การสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงไหมอีรี่ กรณีตัวอย่างเช่น เทศบาลตำบลเจดีย์หลวง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย, นิคมสหกรณ์พร้าว จังหวัดเชียงใหม่, สหกรณ์อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น

เชิงวิชาการ สร้างและถ่ายทอดชุดความรู้ ระบบ และเทคโนโลยีใหม่เกี่ยวกับไหมอีรี่ ทั้งในเรื่องการผลิต การเลี้ยงและการจัดการ การปั่นเส้น การทอ การใช้ประโยชน์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มของไหมอีรี่ในด้านต่างๆ ตลอดจนทราบโครงสร้างต้นทุน และผลตอบแทนการเลี้ยงไหมอีรี่ตลอดโซ่อุปทาน รวมถึงการสร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านไหมอีรี่ รวมทั้งผู้นำเครือข่ายเกษตรกรมากกว่า ๑๘ รายทั่วประเทศ ตลอดจนมีการพัฒนาวิชาการโดยเกิดความร่วมมือระหว่างนักวิจัยในสถาบันการศึกษาต่างๆ-เกษตรกร-หน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชน

การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวของเกษตรกร แก้ปัญหาความยากจน และการละทิ้งบ้านเกิด ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะมีงานทำในพื้นที่ในช่วงที่ว่างเว้นจากการปลูกพืช ไม่ต้องย้ายไปหางานทำที่อื่น รวมทั้งช่วยให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมและรายได้ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต เสริมสร้างความมีคุณค่าทางจิตใจและความแข็งแรงของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยปลูกจิตสำนึกให้เกษตรกรตระหนักถึงการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมในชุมชน ด้วยการร่วมมือกันผลิตผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่โดยใช้เทคโนโลยีสะอาด (Green technology)

ที่มา https://www.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=258:2013-12-02-09-19-50&catid=55&Itemid=204&option=com_content&view=article&id=258:2013-12-02-09-19-50&catid=55&Itemid=204 

   [วันที่ : 13/9/2560]

Template by OS Templates